เอกเขนกดูหนัง:'Regression'
'Regression' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
เป็นคนทำหนังที่กะเทาะเปลือกความรู้สึกนึกคิดภายใต้ก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ได้อย่างเข้มข้นชวนฉงนสนเท่ห์ไม่น้อย สำหรับผู้กำกับจากแดนกระทิงดุอย่าง อเลฮันโดร อเมนาบาร์ ถ้าย้อนกลับไปทำความรู้จักผลงานหนังยุคแรกของเขาไม่ว่าจะเป็น Open Your Eyes ถึงขนาดไปต้องตาต้องใจของนักแสดงหนุ่มใหญ่ ทอม ครูซ จนยอมลงทุนซื้อลิขสิทธิ์มารีเมกใหม่และให้ผู้กำกับคนเดิม มาตบแต่งใหม่ในเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ด ในขณะที่หนังเรื่องแรกก็คว้ารางวัลมากมายจากบ้านเกิด แต่ที่สร้างชื่อขจรขจายไปไกลจนไม่กลับไปทำหนังในสเปนอีกแล้วก็คือหนังผีหักมุมจนคนดูแทบตกเก้าอี้เรื่อง The Others อเมนาบาร์ ก็ไม่ยอมทำหนังผีให้เราดูอีกเลยจนกระทั่งปีนี้ Regression ก็ทำให้แฟนหนังของเขาหันมาจับจ้องหนังเรื่องใหม่ที่ดูมีทีท่าว่า อเมนาบาร์ จะหลอกล่อตลบหลังคนดูแบบไหนอีก
การได้นักแสดงมากฝีมืออย่างอีธาน ฮอว์ค มาประกบกับดาราสาวดาวรุ่งมากฝีมือ เอมมา วัตสัน รวมถึง เดวิด ธิวลิส นักแสดงรุ่นใหญ่มือรางวัลที่ผ่านงานมาหลากหลายกับบทสมทบ ก็น่าจะเป็นเครื่องการันตีได้อย่างหนึ่งว่า โปรเจกท์นี้ไม่ธรรมดาแน่
หนังอ้างอิงว่าสร้างจากเหตุการณ์จริงที่ย้อนกลับไปไม่ไกลในราวทศวรรษ 90 เมื่อลัทธิบูชาซาตานเป็นที่แพร่หลายในสหรัฐอเมริกาอย่างลับๆ โดยมีครอบครัวหนึ่งต้องสงสัยว่าคนในครอบครัวบางคนมีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณีบูชาซาตานจนเกิดปัญหาสังคมตามมา อีกทั้งตำรวจที่มาทำคดีนี้ต่างก็ถูกฝันร้ายตามหลอกหลอนโดยอ้างว่าเป็นฝีมือของปีศาจร้ายที่ตามมาขู่ฆ่าล้างแค้น
เปิดหน้ามาเป็นหนังผี แต่ Regression กลับดำเนินเรื่องราวแบบหนังสืบสวนสอบสวน รวมถึงโทนของหนัง ทั้งงานด้านภาพ การจัดองค์ประกอบศิลป์ กลิ่นอายรายรอบล้วนโน้มนำอารมณ์ และทิศทางไปในแนวทางของหนังเขย่าขวัญยุค 70-80 มีอิทธิพลของ Rosemary’s Baby ผลงานผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี้ และ The Exorcist ของ วิลเลียมส์ ฟรีดกิ้นส์ เจือปนอยู่ไม่น้อย แต่สิ่งที่ยังรักษาความร่วมสมัยที่ไม่ใช่ยุค 90 เหมือนบรรยากาศหนังก็คือดนตรีประกอบที่ออกแบบมาโดยเน้นการใช้เสียงสังเคราะห์ สร้างเสียงประหลาดและความแปลกปลอม จนเกิดความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจเป็นไปตามอารมณ์ของหนัง เป็นสกอร์ของปัจจุบันขณะ ที่เข้ากับหนังอย่างพอเหมาะพอเจาะ จากฝีมือของ โร้ค บานอสโลเปซ คอมโพสเซอร์ฝีมือดีชาวสเปน ที่มีผลงานการทำเพลงประกอบหนังมากมายและคว้ารางวัลในบ้านเกิดมานักต่อนัก แถมยังแต่งเพลงได้หลากหลายแนวแม้ว่าพื้นฐานทางดนตรีจะมาทางดนตรีแจ๊สเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการในหนัง Regression คือการแตะประเด็นลัทธิล่าแม่มด แม้จะไม่ฉายชัดนัก เพราะมันถูกใช้เป็นเครื่องมือของตัวละครตัวหนึ่ง แต่ทว่าหากนำมาเทียบเคียงกับบริบทในสังคมไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา วิธีคิดหรือมุมมองแบบนี้ มักถูกนำมาใช้วิพากษ์หรือตัดสินผู้คนในสังคมอย่างตื้นเขิน ส่งผลให้เกิดความแตกแยก แบ่งพวก สร้างช่องว่างทางฐานะชนชั้น เป็นความขัดแย้งที่ไม่น่าจะสมานรอยแผลได้โดยง่ายภายในไม่กี่ปี
เอาเข้าจริง บทและวิธีการเล่าเรื่องของ อเมนาบาร์ ในครั้งนี้ แม้จะดูอืดเอื่อย เรื่อยเรียบ จนอ้อยอิ่งน่ารำคาญไปบ้าง แต่ประเด็นแฝงเร้น ชวนคิด ก็ยังแทรกสอดมาได้อย่างเหนือชั้น หักมุมจบได้อย่างสวยงาม แม้จะไม่ค่อยเปี่ยมด้วยชั้นเชิงเทียบเท่างานก่อนหน้าอย่าง The Others, Open Your Eyes รวมถึง The Sea Inside (ไม่นับรวม Agora หนังที่ว่าด้วยนักปรัชญาสาวยุคกรีก-โรมัน ที่พล็อตและดีกรีการเร้าอารมณ์ ไม่ได้ต่างจากเรื่องนี้) แต่ “สาร” ในหนังนั้น เข้ากับยุคสมัยของสังคมไทยได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ (ทั้งเรื่องการเมืองและสภาพสังคม)
หนังของอเมนาบาร์ มักปล่อยให้ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งแบกภาระในการขับเคลื่อนหนังไปสู่จุดหมายที่เขาต้องการใน Open Your Eyes และ Vanilla Sky เพเนโลเป ครูซ ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับนิโคล คิดแมน และราเชล ไวซ์ ใน The Others และ Agora แต่ใช่ว่า อเมนาบาร์ จะปล่อยให้นักแสดงนำชายของเขายืนแห้งเหี่ยว เดียวดาย ขาดโอกาสแสดงฝีมือแต่อย่างใด หนังอย่าง The Sea Inside และ Regression ฆาเวียร์ บาเด็ม และอีธาน ฮอว์ค ต่างตีความและสื่อสารจิตใต้สำนึกในบทบาทของตัวละครที่ตนเองได้รับอย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน
.......................................
(หมายเหตุ 'Regression' : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม)