'เสื้อแดง' แค่คนเคยรักกัน หรือรอเวลาจะกลับมารักกันใหม่
ขยายปมร้อน : 'เสื้อแดง' แค่คนเคยรักกัน หรือรอเวลาจะกลับมารักกันใหม่ : โดย...ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น
นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อปี 2549 จนกระทั่งวันนี้ ต้องยอมรับว่า คสช.ยังคงส่งทหารลงไปในหมู่บ้านต่างๆ โดยเฉพาะหมู่บ้านสีแดงเพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอยู่
แต่ดูเหมือนว่า ยุทธวิธีเจาะไข่แดงมวลชนคนเสื้อแดง ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย จะยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แม้ว่าจะมีการจัดทีมชนิดที่เรียกว่าเกาะติดแกนนำนปช.แล้วก็ตาม
เริ่มจากคอยติดตามการเคลื่อนไหวของแกนนำนปช.ไปจนถึงการชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับคนเสื้อแดงและหัวคะแนนในพื้นที่ต่างๆ แต่ผลงานก็ยังคงไม่เข้าเป้ามากนัก
แต่จะพูดว่าไร้ผลเสียทีเดียวก็คงจะไม่ถูกนัก เพราะสิ่งหนึ่งที่พอจะเห็นได้เป็นรูปธรรมคือ รอยร้าวที่เกิดและเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นในกลุ่มคนเสื้อแดงเอง
เห็นได้จากสถานการณ์ล่าสุดที่ “คารม พลพรกลาง” ทนายความกลุ่มนปช.ออกมาพูดถึงกลุ่มนปช.แบบน่าคิดไม่น้อยว่า “วันนี้นปช.คงเหลือแต่ชื่อ หมายความว่าจะมารวมกลุ่มแบบเดิมน่าจะเกิดขึ้นยาก แต่คำว่านปช.ลบไม่ได้ ยังติดเหมือนเดิม เพียงแต่จะเป็นตำนานไปแล้ว การเกิดมวลชนรูปแบบนี้น่าจะไม่มีแล้ว"
"ส่วนแกนนำนปช.นั้นไม่อยากพูด แต่บอกได้เลยว่าเขาก็เอาตัวไม่รอด เพราะคดีก็อ่วมแล้ว ถ้าถามว่าคนยังเฮกับแกนนำนปช.หรือไม่นั้น ก็ไม่แล้ว เป็นอดีตคนเคยรักกัน ถ้าเป็นแฟนก็คงเหมือนคนเคยรักกัน ความรู้สึกดีๆ ก็จำไว้ แต่คงไม่กลับมาหาอีกแล้ว เพราะเป็นอดีตคนเคยรักกัน”
ตบท้ายแบบแสบๆ คันๆ อีกว่า “เหมือนสงคราม หัวหน้าพารบแพ้ก็ตำหนิหัวหน้า วันนี้นปช.บางคนกลัวถึงขั้นไม่ใส่เสื้อแดงก็ยังมี”
รอยร้าวนี้จะเกิดจากความผิดหวัง หรือบาดหมางใจกันหรือไม่อย่างไร ไม่มีใครทราบได้ นอกจากคน 2 คนที่เคยรักกันนั่นแหละ ที่ย่อมรู้ถึงสาเหตุที่มาได้เป็นอย่างดี
แต่หากมองลึกลงไป สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ” ถือว่าน่าจะมีส่วนอย่างยิ่ง เพราะหากคนเสื้อแดงคิดจะรวมตัวกันเมื่อไหร่ก็อาจจะถูกดำเนินคดีได้ กลายเป็นภัยต่อความมั่นคงไป
เพราะคนเสื้อแดงบางคนเมื่อขึ้นปราศรัย แต่ส่วนใหญ่มักจะพูดไม่เป็น ยิ่งทำให้กลายเป็นว่าไปกระทำผิดกฎหมายสำคัญอื่นๆ เพิ่มขึ้นไปอีก ตรงนี้ทำให้สภาพของกลุ่มนปช.จะเกิดหรือขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ได้อีกนาน
เมื่อวันนี้ทหารยังคุมอยู่ กลุ่มนปช.เองก็ยังไม่เป็นภัย ดังนั้นหากเสถียรภาพของรัฐบาลจะสั่นคลอน เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องเดียวคือ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ
ขนาดคนเสื้อแดงเองวันนี้ก็ยังมองว่า หากรัฐบาลยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ แม้จะต้องเลือกตั้งช้าออกไปอีกสักหน่อยก็ไม่ถือว่าเสียหายมากนัก เปรียบเหมือนกับคนอมโรค แต่เชื้อไม่ได้ปะทุรุนแรงอะไรขึ้นมา ก็ยังคงมีชีวิตอยู่กันต่อไปได้
แต่ครั้นจะหวังให้ทหารเลิกเกาะติดแกนนำนปช.คงต้องบอกว่า “เลิกคิด”
เพราะเชื่อกันว่าหากถึงวันที่รัฐธรรมนูญเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อไหร่ เริ่มจะเห็นเค้าลางของวันเวลาเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเมื่อไหร่ วันนั้นโรคที่อมอยู่อาจจะปะทุขึ้นมาซะเฉยๆ ก็เป็นได้
อดีตคนเคยรักกัน ก็ใช่ว่าจะมีอะไรมาการันตีได้ว่า ถ่านไฟเก่าจะไม่ปะทุให้กลับมารักกันอีกได้
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ที่จะถึงนี้ แกนนำคนเสื้อแดงเริ่มชักชวนมวลชนกันแล้วว่าให้พร้อมใจกันสวมเสื้อแดงหรือทำสัญลักษณ์สีแดง เพื่อเป็นการแสดงความห่วงใย และสร้างขวัญกำลังใจให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”
แม้ปากของแกนนำจะบอกว่าไม่ได้เป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่ท่าทีที่ไม่ห้ามปราม ซ้ำยังท้าทายไปยังรัฐบาลว่า ถ้าไม่อยากเห็นก็ให้ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งห้ามใส่เสื้อแดงในวันนั้น ก็ทำให้เห็นว่าการเคลื่อนไหววันนั้นน่าจะชี้ภาพอะไรบางอย่างได้
และวันนั้นเองจะถือเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า “เสื้อแดง” ยังรักกันดีอยู่หรือว่าเป็นแค่คนที่เคยรักกันไปแล้วจริงๆ หรือถึงเวลาที่คนเสื้อแดงจะมีแกนนำคนใหม่
อีกทั้งก็ได้แต่หวังว่าการเมืองจะไม่ต้องหมุนย้อนกลับไปสู่จุดเดิมอีกครั้ง
-------------------
(ขยายปมร้อน : 'เสื้อแดง' แค่คนเคยรักกัน หรือรอเวลาจะกลับมารักกันใหม่ : โดย...ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น)