คสช.ขึงขังคุมเข้มกลุ่มการเมืองนัดแต่งแดง 1 พ.ย. “บิ๊กป้อม” วอนอย่าทำดีกว่า หากวุ่นวาย แกนนำต้องรับผิดชอบ ชี้ใส่เสื้อแดงได้ แต่รวมตัวไม่ได้ผิดกฎหมาย มท.1 เตือนให้คิด ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์มีแต่ความแตกแยกอย่าทำ ขอให้เลิกระบบกองเชียร์ ยึดระบบกฎหมาย ผบ.ตร. สแกนพื้นที่ยังไม่มีจุดนัดพบคนเสื้อแดง “บิ๊กตู่” เชิดใส่ไม่ให้ความสำคัญ ลั่นไม่ใช่คู่กรณี แต่เตือนอย่าขยายความขัดแย้ง เสื้อแดงฟัดกันนัว “จตุพร” ซัดแนวร่วมอวดเก่ง อ่านเกมไม่ออก สับเสื้อแดงพังทั้งระบบเพราะคนกลุ่มเล็กๆตกหลุมพราง แถมมีเรื่องขึ้นมาก็เผ่นก่อนเพื่อน ย้ำนัดแต่งแดงเคลื่อนไหว 1 พ.ย.มีแผนซ้อนจัดการเสื้อแดง “ขวัญชัย” สั่งแดงอีสาน 20 จังหวัดอยู่บ้านเลี้ยงลูก อย่าทำ “ปู” ลำบากกว่าเดิม กรธ.ลุยถกปมร้อน ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง เสนอสูตรแปรผันคะแนนคนแพ้เลือกตั้งระบบเขตไปเติมใส่ปาร์ตี้ลิสต์ หิ้วปีกพรรคเล็กเข้าสภา ยังให้สิทธิ์ขาดอำนาจเต็ม กกต.ชักใบแดง ส่วน ส.ว.อำนาจหด เล็งตัดหน้าที่ถอดถอน
ยังเป็นประเด็นต่อเนื่องที่ฝ่ายความมั่นคงแสดงความห่วงใย กรณีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองนัดใส่เสื้อแดงวันที่ 1 พ.ย. ให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าว ล่าสุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล ตลอดจนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สั่งจับตาใกล้ชิด หวั่นจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายตามมา ขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงแตกคอกันเอง ประธานนปช.ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว ตำหนิคนกลุ่มเล็กๆจะทำให้คนเสื้อแดงพังทั้งขบวน
“บิ๊กป้อม” ชี้ใส่เสื้อแดงได้แต่ห้ามรวมตัว
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ต.ค. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองนัดหมายบนโลกโซเชียลมีเดียใส่เสื้อแดงวันที่ 1 พ.ย. เพื่อให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าวว่า อยากขอร้องกลุ่มแกนนำผ่านสื่อมวลชนไปว่าอย่าใส่เลย เพราะมันไม่มีประโยชน์ หากมีเรื่องเกิดขึ้นมาก็จะเกิดความวุ่นวายอีก ยืนยันว่าทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการใส่เสื้อแดงในวันที่ 1 พ.ย.จริงจะทำอย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า หากมีการนัดใส่เสื้อแดง คนที่ทำและเป็นแกนนำต้องรับผิดชอบ เพราะมีกฎหมายในการดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม ทุกคนสามารถใส่เสื้อสีแดงได้ เพราะทุกวันนี้ไม่มีการแบ่งแยกสีแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าใส่เสื้อสีแดงแล้วจะมารวมตัวกัน แบบนั้นทำไม่ได้ ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้กลัวการแสดงออกของกลุ่มคนต่างๆ เพียงแต่ขอร้องว่าอย่าทำ เพราะใส่ไปก็เท่านั้น
บี้ “จตุพร” โชว์หลักฐานชักหัวคิว
เมื่อถามถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาระบุว่ามีการหักหัวคิว 20-30% ในโครงการกองทุนตำบล 5 ล้านบาทของรัฐบาล พล.อ.ประวิตรตอบว่า ขอให้นำหลักฐานมาแสดง เพราะเราก็อยากรู้และอยากได้ด้วย อย่ากล่าวลอยๆ เพราะมันไม่ดี เอาหลักฐานมาแสดงว่าโครงการใด ใครเป็นคนทำ อย่างไร หรือใครที่ได้เงินไป เราไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น และอยากจะจับคนผิดให้ได้ด้วย ยืนยันว่าเรามีมาตรการควบคุมการทุจริต โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ดูแลอยู่ ตนได้กำชับไปทั้งหมดแล้ว คิดว่าไม่น่ามีปัญหาใดๆ เรามีทหารลงพื้นที่ไปดูแลโครงการดังกล่าวอยู่ด้วย เพื่อติดตามความคืบหน้าว่ามีการดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ คสช.
มท.1 วอนเลิกเสียทีระบบกองเชียร์
เวลา 09.00 น. ที่สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการนัดใส่เสื้อแดงวันที่ 1 พ.ย.ว่า ประเทศไทยควรจะก้าวข้ามความขัดแย้ง อยู่บนความสงบ สามัคคี ไม่ว่าจะเห็นต่างอย่างไร ความคิดแบ่งแยก ไม่ว่าจะยกเงื่อนไขเรื่องอะไรมาก็ไม่สมควร หากจะยกเรื่องประชาธิปไตยมาเป็นเงื่อนไขต้องชั่งน้ำหนักกับความแตกแยก หากทำแล้วเกิดความแตกแยกไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมก็อย่าทำ ขณะเดียวกันควรยกเลิกบทบาทกองเชียร์ ถ้าวันหนึ่งตนต้องขึ้นศาลคงไม่ต้องให้ใครมาเชียร์ เพราะต้องเชื่อตามหลักกฎหมาย หากไม่เชื่อคงไม่สามารถเป็นประเทศชาติได้ ถ้าตัดสินตามกองเชียร์มันโบราณเต็มแก่ หากเดินบนเส้นทางของการมีพวกมากจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ยืนยันว่าไม่ห้ามให้มีความเห็นต่าง แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เจ้าหน้าที่ทุกส่วนต้องช่วยดูแล รัฐบาลอยากให้ทุกคนคิดให้ดี อย่ามีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเลย ยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมไม่จำเป็นต้องมีกองเชียร์ หรือคนแห่มาเชียร์ ถ้าบริสุทธิ์ผุดผ่องก็ให้เป็นไปตามกรอบกฎหมายยุติธรรม
ผบ.ตร.สแกนข่าวยังไม่มีนัดรวมพล
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้มีหนังสือสั่งการให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของการนัดแนะในครั้งนี้แล้ว ขณะนี้ยังไม่พบสิ่งบอกเหตุที่จะมารวมตัวกัน เท่าที่ตรวจสอบทางลึกยังไม่มีอะไร แกนนำแต่ละฝ่ายตนรู้จักอยู่แล้ว ขณะนี้ยังไม่ถึงกับต้องเชิญตัวมาพูดคุยกัน
นายกฯไม่สนใจบอกให้ไปสู้กับศาล
เมื่อเวลา 15.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวกรณีการนัดใส่เสื้อแดงวันที่ 1 พ.ย เพื่อให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าวว่า “ผมไม่ได้ให้ความสนใจอยู่แล้ว คุณอย่าเอามาโยงกับผม ต่อไปนี้อย่าเอาเรื่องเหล่านั้นมาโยงกับผมอีก จะผิดหรือถูกก็ให้ไปอยู่ในศาล สื่อมาถามผมทุกวันก็ทะเลาะกันอยู่แบบนี้ ไอ้ผมก็อดไม่ได้ที่จะตอบ แต่ต่อจากนี้ไปผมจะไม่ตอบแล้ว เพราะเขาไม่ใช่คู่กรณีกับผม เขาไปเป็นคู่กรณีกับกระบวนการยุติธรรมวันนี้ถ้าอยากจะทำอะไรก็ทำไป ถ้าสังคมยอมรับได้ ผมก็รับได้จะมาชวนกันต่อต้านอะไรตรงไหน กฎหมายเขาว่าอย่างไรถ้าผิดกฎหมายผมก็จับกุม ถ้าทุกคนสอนให้เคารพกฎหมายสอนให้คนปฏิบัติตามหน้าที่ ทุกคนก็จะไม่มีเรื่อง วันนี้ใครทำผิดกฎหมายก็ยังไปโฆษณาให้คนที่ทำผิดเหล่านั้น มันเรื่องอะไรกันเล่า ก็ปล่อยให้เขาไปต่อสู้กันในชั้นศาล ถ้าศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด ก็จบถือว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ วันนี้ยังคลุมเครือเดี๋ยวก็เกิดปัญหา เป็นการกดดันเจ้าหน้าที่อีก
วอนอย่าขยายความขัดแย้ง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกวันนี้เราต้องทำตัวของเราเองให้ดีที่สุดทุกเรื่อง อย่าไปติคนอื่นต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน อย่างตนก็เริ่มที่ตัวเองก่อนพยายามปรับปรุงตัวเอง พยายามทำงานให้มากขึ้น โมโหให้น้อยลง แต่ถ้าทุกคนไม่ยอมปรับตัวเองให้คนอื่นมาชี้นำตลอดให้คนมาคอยพูดมันก็เบื่อ คนพูดก็เบื่อ คนฟังก็เบื่อ แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาสักอย่าง ทุกวันนี้มันยุ่งพออยู่แล้วทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความมั่นคง หรือคิดว่าทุกอย่างยังปกติก็ไม่รู้ วันนี้มันยังไม่ปกติทุกคนก็ต้องช่วยตน เพราะผมกำลังทำสิ่งที่ไม่ปกติให้เป็นเรื่องปกติ ทั้งเรื่องของรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศ เอาส่วนที่เห็นตรงกันมาทำก่อน ถ้าเอาสิ่งที่เห็นไม่ตรงกันมาเริ่มก่อน ก็ไปตรงไหนไม่ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้น อย่าไปช่วยกันขยายความขัดแย้ง ตนรู้ว่าสื่อไม่มีเจตนา เพียงแต่ก็ต้องเสนอข่าวในทุกมิติ แต่บางมิติมีผลกระทบต่อการทำงาน มีผลกระทบต่อความมั่นคงก็ต้องเบาลงหน่อย
“จตุพร” เตือนอย่าเป็นเหยื่อแผนเสี้ยม
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านยูทูบ ถึงกรณีการใส่เสื้อแดงให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า ขณะนี้มีฝ่ายเสี้ยมนำคำพูดตนไปบิดเบือน ยั่วยุ นปช.กับคนเสื้อแดงให้บาดหมางกัน ขณะนี้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังหยุดพูดถึงการใส่เสื้อแดง แต่มีบางจำพวกได้ไปถามเสี้ยมกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เนื่องจากเกมนี้ฝ่ายเขาวางไว้เพื่อเป็นเครื่องมือพลิกวิกฤติทุกอย่างของประเทศไทย หากคนเสื้อแดงนิ่งความชอบธรรมจะเกิดขึ้น ดังนั้นการนัดใส่เสื้อแดงจึงมีแผนซ้อนเพื่อจัดการเสื้อแดง แล้วพวกเขาก็อยู่กันสบายต่อไป และที่พูดมาตลอดเพื่อต้องการเตือนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการเสี้ยม
ลั่นไม่ขอสังฆกรรมแนวร่วมอวดเก่ง
“ถ้าอ่านเกมไม่ออก อย่าเป็นผู้เป็นคนเลย หากอยากเก่ง ก็แสดงความเห็นส่วนตัวไป ประกาศว่าเป็นใครที่ไหนก็ทำไป ผมไม่ต้องการให้องค์กรไปเกี่ยวข้อง และอย่ามาทำตัวเป็นพวกเดียวกัน แล้วมาทิ่มแทงกัน พวกนี้เลวร้ายยิ่งกว่าศัตรูเสียอีก ที่ผ่าน มาถ้าเชื่อกันบ้าง เราจะแพ้มาถึงวันนี้หรือ ถ้าคิดแค่สะใจแล้วเอาตัวไม่รอด เวลาปีกว่าสิ่งที่เราได้มาในวันนี้คือความชอบธรรม ขบวนการประชาชนไม่ต้องการ คนโง่แล้ว แต่ต้องการคนรู้เท่าทัน ใครจะเอาคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้ามานำได้อย่างไร ถ้าคนพวกนี้นัด ให้ไปตายก็ไป ผมจะไม่สนใจ และไม่ได้ไปสั่งใครทั้งนั้น เพราะการนัดคนเสื้อแดงไม่ได้ไปช่วยอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่เป็นการช่วย คสช.” นายจตุพรกล่าว
จวกยับตัวทำพัง-มีเรื่องเผ่นก่อน
ประธาน นปช.กล่าวด้วยว่า ใครอวดเก่งก็ให้นำพากันไป ตนไม่เกี่ยวข้องด้วย และการวาดภาพดาวร้ายไว้ คงได้ออกไปกินเหยื่อเสียที เพราะพวกเขาเตรียมพร้อมแล้วว่าปัญหาทุกอย่างที่แก้ไม่ได้ ก็จะนำมาโทษคนเสื้อแดงทำให้เกิดวิกฤติเสียเอง การต่อสู้เพลี่ยงพล้ำที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากคนกลุ่มเล็กๆ คิดกระทำการแล้วตกเป็นเหยื่อ ทั้งๆที่ทัพใหญ่ได้จัดระบบไว้ครบถ้วน แต่เมื่อผิดพลาดจนเสียที ก็บอก นปช.อยู่เฉยได้อย่างไร เหตุการณ์ปี 2553 ก็เป็นเช่นนี้ ตนขอปฏิเสธอะไรที่ไปเสียทีจนตีโง่ทั้งหมดสิ้น และไม่ต้องการร่วมหัวเด็ดตีนขาดกับคนพวกนี้อีก เพราะเมื่อเกิดเรื่องแล้วหนีก่อน แล้วปล่อยให้พวกตนต้องมาแบกหน้ากับปัญหาความเพลี่ยงพล้ำ
“ณัฐวุฒิ” ดักคออย่าใช้แผนอัปยศ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ค่อนข้างประหลาดใจว่า ทำไมผู้มีอำนาจจึงออกอาการต่อกระแสข่าวใส่เสื้อแดงในวันที่ 1 พ.ย.เกินจริง ทั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ และประธาน นปช.ก็ยืนยันชัดว่าไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นเพียงการแสดงออกของบุคคลในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเป็นขบวนการ แต่ที่น่าห่วงคือแม้วันนี้ยังไม่ปรากฏต้นตอของการนัดหมาย แต่เมื่อถึงเวลากลับมีคนบางกลุ่มจงใจใส่เสื้อสีแดง แล้วเคลื่อนไหวเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลใช้อำนาจได้เต็มมือ โดยมีคนเสื้อแดงเป็นจำเลยสังคม จึงหวังว่าทุกฝ่ายคงมีเกียรติพอที่จะไม่ใช้วิธีการอัปยศเช่นนี้ และเชื่อมั่นในวิจารณญาณของประชาชนว่าจะเห็นความซับซ้อนของสถานการณ์ ไม่หลงเข้ากับดักการเมืองของใครง่ายๆ
จัดประกวดเรียงความวัดผลจำนำข้าว
นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า ส่วนข้อถกเถียงถึงโครงการรับจำนำข้าว ที่มีทั้งฝ่ายเห็นว่าเป็นประโยชน์ และฝ่ายที่กล่าวหาโจมตีว่าสร้างความเสียหาย จนหาข้อสรุปไม่ได้นั้น ตนเห็นว่าความจริงจากชาวนาจะ เป็นกุญแจสำคัญในการอธิบายว่า ระหว่างการมีโครงการรับจำนำข้าว กับปัจจุบันที่ไม่มีโครงการ จึงจัดกิจกรรมประกวดเรียงความหัวข้อ “ครอบครัวของฉัน ในวันที่ไม่มีจำนำข้าว” ความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 เพื่อเป็นเวทีสำหรับลูกหลานชาวนาตั้งแต่ระดับมัธยมถึงมหาวิทยาลัยได้อธิบายความจริงของชีวิตสู่สังคม โดยรางวัลที่ 1 ทุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายในครอบครัว 100,000 บาท รางวัลที่ 2 จำนวน 50,000 บาท รางวัลที่ 3 จำนวน 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 10,000 บาท จำนวน 10 รางวัล หมดเขตวันที่ 30 พ.ย. และขอชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่มีการเมือง แต่เป็นการเข้าถึงความจริงเพื่อลดความขัดแย้งในสังคม
“ขวัญชัย” สั่งแดงอีสานอยู่ในที่ตั้ง
นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา แกนนำเสื้อแดงอีสาน ประธานชมรมคนรักอุดร และประธานชมรมคนภาคอีสาน 20 จังหวัด กล่าวว่า กรณีการนัดใส่เสื้อแดงวันที่ 1 พ.ย. เพื่อให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ในวันนั้นตนจะอยู่ในที่ตั้ง ไม่มีการเคลื่อนไหว ใช้ชีวิตปกติในพื้นที่ เพราะเรารักสงบ รู้สถานการณ์ในเวลานี้ ตลอดเวลาปีกว่าคนเสื้อแดงทำตัวดีมาตลอด ให้ความร่วมมือ ไม่มีการเคลื่อนไหว เข้าใจว่าเป็นเกมแหย่ให้คนเสื้อแดงออกมา จึงได้ประสานกลุ่มเสื้อแดงทั้ง 20 จังหวัดให้อยู่ในที่ตั้ง อย่าไปเป็นสายล่อฟ้า ทำให้รัฐบาลไม่สบายใจ ถ้าจะรัก น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ให้รักอยู่ในใจ อย่าแสดงออก ส่วนประชาชนจะใส่เสื้อสีแดงถือว่าเป็นสิทธิของพวกเขา ปกติตนก็จะใส่เสื้อสีแดงตลอด เพราะมีเยอะมาก พวกเราภูมิใจที่เป็นคนเสื้อแดง ไม่เสียหายอะไร
อย่าทำให้ “ปู” ลำบากกว่าเดิม
“วันที่ 1 พ.ย.ให้คนเสื้อแดงอยู่ในที่ตั้ง ทำใจสบาย อยู่เงียบๆ อย่าทำอะไรโฉ่งฉ่าง รอเวลาประชาธิปไตยเต็มใบค่อยออกมา เชื่อมั่นสมาชิกชมรมคนรักอุดรว่ามีสติ มีความคิด เพราะเป็นองค์กรภาคประชาชนที่เป็นองค์กรใหญ่ รวมตัวได้มากที่สุด เราไม่อยากสร้างปัญหาให้สังคม ไม่อยากเป็นจำเลยสังคม รักและศรัทธาอยู่ในใจ ไม่ต้องแสดงออก เป็นตัวปัญหา ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเกิดความไม่สบายใจ และจะทำให้นายกฯยิ่งลักษณ์อยู่อย่างลำบาก ฉะนั้นอย่าไปสร้างความลำบากให้นายกฯยิ่งลักษณ์อีกเลย” นายขวัญชัยกล่าว
“ปู” ไหว้หลวงพ่อโต–ร่วมงานรับบัว
ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่ท่าน้ำวัดบางพลีใหญ่ใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมโยนดอกบัว สักการะองค์หลวงพ่อโตจำลองที่ประดิษฐานในเรือ ภายในงานประเพณีรับบัวประจำปี 2558 ครั้งที่ 80 ธารน้ำใจ สายใยคลองสำโรง เชื่อมโยงวิธีศรัทธาสืบสานตำนานสมุทรปราการ โดยมีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายวรชัย เหมะ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ น.ส.สลิลทิพย์ สุขวัฒน์ มารอต้อนรับ จากนั้นจึงเข้านมัสการพระครูวิบูลธรรมานุกิจ เจ้าคณะตำบลบางพลีใหญ่ และเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่ใน ก่อนจะเข้าไปปิดทองที่พระพุทธรูปหลวงพ่อโตภายในอุโบสถ และเดินทางกลับ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์มีสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาที่มาทำบุญ ท่ามกลางประชาชนที่มาขอถ่ายภาพและจับมือตลอดทาง ทั้งนี้ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี คอยอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าร่วมงานในครั้งนี้
สุดปลื้มโพสต์เฟซบุ๊กกระจายบุญ
น.ส.ยิ่งลักษณ์โพสต์เฟซบุ๊กว่า วันนี้ได้มีโอกาส มาร่วมงานประเพณีรับบัว-โยนบัว ที่วัดบางพลีใหญ่ในเป็นครั้งแรก รู้สึกประทับใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ประเพณีรับบัว-โยนบัวจะจัดขึ้นทุกปีในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ก่อนออกพรรษา 1 วัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวสมุทรปราการที่มีความผูกพันกับสายน้ำ โดยมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตจำลองลงเรือแห่คลองสำโรง และให้ประชาชนร่วมสักการะองค์ด้วยการโยนบัวลงไปในเรือ ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอีกทางหนึ่ง ก่อนกลับยังได้มีโอกาสร่วมทำบุญ วันนี้จึงขอเอาบุญมาฝากทุกคน
ถกแม่น้ำ 5 สาย “บิ๊กตู่” เน้นการบ้าน สปท.
เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ในวันที่ 28 ต.ค. ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ต้องการพูดคุยถึงแนวทางปฏิรูปให้กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพราะยังไม่เคยพูดคุยกัน รวมถึงพูดถึงโรดแม็ปของรัฐบาล และจะเปิดโอกาสให้สอบถาม นอกจากแม่น้ำ 5 สายแล้ว ยังจะเชิญปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าเข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจากปีนี้มีการแต่งตั้งข้าราชการระดับ ซี 11 เกือบ 20 คน จะได้ถือโอกาส รับฟังการปฏิรูปประเทศไปด้วย ส่วนจะมีการกำหนดกรอบเวลาในการปฏิรูปของ สปท.หรือไม่ คงต้องรอให้นายกฯพูดในวันดังกล่าวก่อน แต่ สปท.ก็ต้องทำตามแนวทางที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วางกรอบไว้ เพื่อให้แล้วเสร็จตามสูตร 1+1+18 ของนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. เป็นสูตรที่รัฐบาลเห็นด้วย เมื่อถามว่าการประชุมแม่น้ำ 5 สาย จะหยิบยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยเฉพาะประเด็นการทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุตอบว่าสามารถหารือกันได้ แต่ยังเร็วเกินไป คงต้องมีการตั้งวงเพื่อพูดคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่พูดในมหาสมาคมหลายๆคนเหมือนในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย
จัดเลือกตั้งต้องเห็นสัญญาณปรองดอง
เมื่อถามว่าตามความเห็นรัฐบาลงานของสปท.จะต้องเสร็จก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เริ่มก่อนแต่ไม่เสร็จก่อน เพราะการปฏิรูปต้องใช้เวลา เมื่อถามว่าเรื่องปรองดองจำเป็นต้องเสร็จก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ควรจะเสร็จในระดับหนึ่ง เพื่อให้จัดการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย จากนั้นให้รัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่องานปฏิรูปและปรองดอง แต่ถ้ามีเค้าว่าการปรองดองไม่สำเร็จเลยก็ยากที่จะจัดการเลือกตั้งได้ ทุกคนรู้อยู่แก่ใจถ้ายังไม่ปรองดองกันบ้างสักระดับหนึ่งก็คงจะเดินไปลำบาก เห็นแตกต่างอยู่กับบ้านได้ แต่ต้องไม่ถึงขนาดออกมาใส่เสื้อสีตะลุมบอนตีรัน ฟันแทง ปิดทำเนียบฯ ปิดสนามบิน ยึดสถานที่ราชการ หรือลงหาเสียงเลือกตั้งไม่ได้ อย่างนั้นคงจัดการเลือกตั้งไม่ได้ เรื่องนี้ใครๆก็รู้ ตัวชี้วัดทุกคนจะรู้กันเอง บางทีนักการเมืองจะมีส่วนชัดเจนกว่าคนอื่น เพราะเขาต้องทำกิจกรรม หากเขาบอกว่าไม่เอาด้วย หาเสียงไม่ได้เลือกไปก็โมฆะ อย่างนั้นแปลว่าไม่ปรองดอง เมื่อถามว่าบรรยากาศในวันนี้การเมืองทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถปรองดองได้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า วันนี้ยังมีความคิดแตกต่างกันบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 เชื่อมั่นว่าที่สุดแล้วจะสามารถปรองดองกันได้
ตั้งวิปแม่น้ำ 4 สายประสานงาน
เช้าวันเดียวกัน ที่รัฐสภา ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เข้าหารือนอกรอบกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก่อนที่ ร.อ.ทินพันธุ์เผยว่า เป็นการหารือประสานงานเพื่อให้การทำงานของสองฝ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากขณะนี้มีช่องว่างเพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเดิม หมดวาระลง จึงขาดการประสานงานร่วมกัน และงานปฏิรูปหลายอย่างที่ สปช.เสนอไว้ ครม.ได้ผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมไปแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การทำงานของ แม่น้ำ 5 สายสอดคล้องกัน จึงตั้งกรรมการประสานงาน (วิป) ขึ้นมา และจากนี้ไปการลงพื้นที่หาข้อมูล และพบประชาชนจะไปพร้อมกันทั้ง 4 สาย คือ ครม. สปท. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ กรธ. ส่วนการเสนอความเห็นของ สปท.ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น กรธ.ได้ประสานงานมาและแจ้งกรอบเวลาไว้แล้ว ตนจึงได้มอบการบ้านให้สมาชิก สปท.ไป คาดว่าประมาณต้นเดือน พ.ย.จะนัดประชุมเพื่อรวบรวมความเห็นเสนอ กรธ.ในนาม สปท.
“มีชัย” ติงอย่าเพิ่งมโนเรื่อง คปป.
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กรธ.ว่า ขออนุญาตพูดเรื่องมีคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปเขียนทำนองว่า เหลียวมองดูรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะกำหนดให้มี นายกฯ คนนอก และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) คิดว่าคือความฝันของเขา ถ้าหากเขาอยากจะเสนอเป็นความคิดเห็นก็ขอให้ส่งมา เพราะที่เขียนไปมันเป็นเท็จ กรธ.ยังร่างไปไม่ถึงตรงนั้น ยังคิดไม่ออก ถ้าเมื่อไหร่คิดออกจะบอกให้ทราบ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานยกร่างฯ ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. นายมีชัยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงปกติว่า เข้าใจและทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่ผ่าน แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าร่างฉบับนี้จะมีหรือไม่ เพราะยังไปไม่ถึง ขอให้ทุกคนใจเย็นๆ อย่าทำเหมือนการใช้เงินแบบคนไทย ที่ชอบเอาเงินในอนาคตมาใช้
ยันกรอบเวลา 180 วันยังไม่ยืด
นายมีชัยยังกล่าวถึงการหารือกับประธานสปท.ว่า เป็นการพูดคุยสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนอายุมาก นอกจากนั้น ได้หารือถึงการเสนอความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญจาก สปท.ว่า หากมีความคิดเห็นอะไรให้ส่งมา อยากให้รายงานสรุปส่งมาเป็นประเด็นให้ กรธ.พิจารณา เพราะร่างแรกจะเสร็จ ม.ค.59 ส่วนเรื่องร่วมลงพื้นที่พบประชาชนกับ สนช.หารือกันว่าหากมีเวลาว่างจะส่งตัวแทนไป แต่จะร่วมลงพื้นที่ทุกครั้งหรือไม่ขึ้นอยู่กับ กรธ.ว่าจะว่างหรือไม่ เมื่อถามว่า กรธ.จะนำเสนออะไรในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย วันที่ 28 ต.ค.นี้ นายมีชัยตอบว่า ไม่มีโปรแกรมให้เราพูด ให้แต่รับฟัง กรธ.ก็ไม่ได้ต้องการอะไร เรื่องกรอบเวลาทำงานของ กรธ. 180 วัน คิดว่ายังไม่ต้องต่อ
อนุฯ ชง กรธ.5 กรอบระบบเลือกตั้ง
เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม กรธ. โดยนายมีชัยเป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังเป็นวันแรก โดยที่ประชุมได้พิจารณารายงานของคณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เสนอกำหนดกรอบหลักการของระบบเลือกตั้งไว้ 5 ประการ คือ 1.ส.ส.ควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง 2.ไม่ควรซับซ้อน ประชาชนเข้าใจง่าย 3.เพื่อเป็นการเคารพประชาชนที่ลงคะแนน จึงพยายามทำให้คะแนนเลือกตั้งที่ประชาชนให้ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่สูญเปล่า 4.เป็นระบบเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้ประชาชนสนใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และ 5.เข้ากับบริบทหรือวิถีชีวิตของคนไทยโดยไม่ขัดหลักสากล
กรธ.จับยัดคะแนนคนแพ้ใส่ปาร์ตี้ลิสต์
ที่ประชุมได้หารือเรื่องการได้มาซึ่ง ส.ส. โดยการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง เห็นควรให้ประชาชนลงคะแนนเพียง 1 ใบ เพื่อเลือกว่าจะเอาใครเป็น ส.ส.เขต ส่วนคะแนนของผู้ที่แพ้แต่ละเขต ให้นำไปใช้คิดเป็นคะแนนของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งคะแนนของ ส.ส.ที่ชนะแบบแบ่งเขตแล้ว จะไม่นำไปนับรวมเพื่อหา ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก ที่ประชุมได้ยกตัวอย่าง การคิดคะแนนดังกล่าวโดยเทียบจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่ปรากฏว่ามีคะแนนของผู้ลงสมัครแบบเขตที่แพ้ทั้งสิ้น 17 ล้านเสียง ถ้านำไปหารกับจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่กำหนดให้มี 125 คน ผลปรากฏคือ เสียงที่แพ้ 136,000 คะแนน จะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน จากนั้นก็ไปดูว่า แต่ละพรรคมีคะแนนเสียงที่แพ้แบบแบ่งเขตพรรคละเท่าไร ก็จะได้ตัวเลขว่าพรรคนั้นจะมี ส.ส.บัญชีรายชื่อได้กี่คน นอกจากนี้บุคคลที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ต้องมีคะแนนมากกว่าคะแนนของผู้ที่มาใช้สิทธิ์ไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือโหวตโน และหากบุคคลที่ลงสมัครในเขตนั้นได้คะแนนเสียงแพ้โหวตโนจะไม่มีสิทธิกลับมาลงสมัครอีก เพราะการแพ้คะแนนโหวตโน ย่อมหมายความว่าประชาชนได้ปฏิเสธบุคคลดังกล่าวไปแล้ว
ยังให้สิทธิ์ขาด กกต.แจกใบแดง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม กรธ.ได้หารือถึงมาตรการตรวจสอบการเลือกตั้งของ กกต.ด้วย โดยเห็นว่า กกต. ควรมีอำนาจ 3 แนวทางคือ 1.มีอำนาจให้ใบแดงและจัดการเลือกตั้งใหม่ 2.หากพบคดีทุจริตเลือกตั้ง ให้ กกต.ส่งคำร้องไปให้ศาลวินิจฉัย ในทางอาญา 3.หากพบคดีทุจริตเลือกตั้งร้ายแรง ที่จะส่งผลต่อการตัดสิทธิ์ลงเลือกตั้งให้ กกต.ส่งคำร้องให้ศาลวินิจฉัย แต่กระบวนการควรต่างจากคดีอาญาทั่วไป ควรกำหนดว่าหากผู้ถูกร้องไม่อาจแสดงความสุจริตได้ ก็ต้องถูกลงโทษ โดยมอบให้คณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างอำนาจนิติบัญญัติไปพิจารณา
กรธ.ตัดอำนาจ ส.ว.ถอดถอน
สำหรับประเด็นที่มาและจำนวนของสมาชิกวุฒิสภา ที่ประชุม กรธ.ได้หารือเช่นเดียวกัน โดยขอให้อนุกรรมการโครงสร้างอำนาจนิติบัญญัติไปพิจารณาคำนึงถึงอำนาจหน้าที่เป็นหลัก หากจะให้ ส.ว.มีอำนาจในการถอดถอนก็ควรจะต้องยึดโยงกับประชาชน แต่หากให้มีอำนาจแค่โดยรวมทั่วไป ในแง่ตรวจสอบ กลั่นกรองกฎหมาย อาจจะให้มาจากการสรรหาทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตาม กรธ.ส่วนใหญ่เห็นว่า ส.ว.ไม่ควรมีอำนาจถอดถอน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยถอดถอนใครสำเร็จ อีกทั้งหากตัดอำนาจนี้ไปจะทำให้ ส.ว.ปลอดการเมือง เป็นกลาง สรรหาคณะกรรมการองค์กรอิสระได้อย่างเที่ยงธรรม
“ประวิตร” ย้ำทำสงครามไซเบอร์
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมสภากลาโหม โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ และหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมเข้าร่วมพร้อมเพรียง โดย พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า เป็นการประชุมตามวาระปกติเพื่อชี้แจงการทำงานในรอบ 1 เดือนของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ ส่วนการตั้งกองสงครามไซเบอร์นั้น ไม่ใช่เรื่องทั่วไปถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวกับกระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการกองทัพไทยเพื่อป้องกันภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ และไม่จำเป็นต้องฝากอะไรเป็นพิเศษกับ ผบ.เหล่าทัพ ทุกอย่างเรียบร้อยดี อย่าสร้างเรื่องให้เป็นประเด็น ยืนยันว่าไม่ได้มีเรื่องร้อนที่ต้องคุยเป็นพิเศษ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น รวมทั้งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ด้วย
ชี้เป็นภัยคุกคามกระทบมั่นคง
พล.ต.คงชีพ ตันตระวานิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า ที่ประชุมหารือถึงการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เพราะปัญหาสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรง เป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ประเทศในปัจจุบันมากขึ้น ทั้งการเจาะระบบข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต การรบกวนไม่ให้ประชาชนเข้าถึงเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ และอาจขยายตัวสร้างความเสียหายในระบบเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน การบิน ความมั่นคงของชาติ และเชื่อมโยงไปยังปัญหาอื่นๆ เช่น ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติและก่อการร้าย จึงย้ำหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมให้เพิ่มความเข้มข้นในระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลราชการ การเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการโจมตี ทางไซเบอร์ โดยบรรจุเรื่องนี้ในแผนปฏิรูปกระทรวงกลาโหมและกองทัพเพื่อเตรียมความพร้อมไว้เสมอ
ลุยปราบมาเฟีย 6 เดือนเห็นผล
ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพลว่า กำลังจะมีการออกคำสั่งภายในช่วงวันที่ 26-27 ต.ค.นี้ รอเพียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ลงนามแต่งตั้งคณะทำงาน มีตนทำหน้าที่เป็นประธาน และมี คสช. กระทรวงมหาดไทย สตช. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันการทำงานสู่ระดับล่าง ส่วนนโยบายจะเน้นการควบคุมอาวุธสงคราม และควบคุมอิทธิพลในท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะไม่อยากให้มีการใช้อาวุธสงคราม โดยรัฐบาลกำลังพิจารณาออกกฎหมายเรื่องการพกพาหรือนำพาอาวุธ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียชีวิต และไม่ให้มีภาพความขัดแย้งต่างๆ ในส่วนของกลุ่มมาเฟียสถานบันเทิงต่างๆนั้น จะมีไม่ได้ ถ้ามีผู้บังคับหน่วยตำรวจ ทหารต้องรับผิดชอบ ซึ่งต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 6 เดือน
“บิ๊กตู่” ยันไม่ได้ไล่ล่าฝ่ายการเมือง
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุเตรียมเสนอนายกฯลงนามตั้งคณะทำงานปราบปรามผู้มีอิทธิพล ว่า ทำไมต้องมีการตั้งคณะทำงาน ในเมื่อหน้าที่ของทุกคนก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่ให้ทุกคนเข้มงวดการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ต้องทำบัญชีดำ ทุกพื้นที่มีหน้าที่สามารถตรวจค้นจับกุมทั้งเรื่องอาวุธสงครามอยู่แล้ว เดี๋ยวก็จะมากล่าวหากันอีกว่าใช้มาตรการนอกกฎหมายอีก คสช.และตำรวจต้องร่วมมือกัน เมื่อถามว่า มีสิ่งบอกเหตุอะไรต้องสั่งปราบผู้มีอิทธิพล พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เพราะยังมีการใช้อาวุธสงครามอยู่ มีการยิงลูกหนี้ ตนทนไม่ได้ อยู่ดีๆเอาปืนมายิงคนเล่น ขนาดรัฐบาลนี้ยังเป็นอย่างนี้ และใน 6 เดือนต้องจับกุมได้บ้าง และที่สั่งปราบก็ไม่ได้ไล่ล่าใคร หรือไม่ไล่ล่าฝ่ายการเมือง เมื่อถามว่า นโยบายนี้ไม่เกี่ยวกับกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงนัดรวมตัวให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มันจะไปเกี่ยวอะไร
“จักรทิพย์” ลั่นรู้หมดแล้วซุ้มมือปืน
วันเดียวกัน ที่ สตช. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลว่า สตช.มีข้อมูลอยู่แล้ว รอเพียง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เรียกประชุม โดยเรื่องมือปืนรับจ้างได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นผู้รับผิดชอบ เรื่องพวกนี้ตนหลับตาก็เห็นหมดเพราะทำมาตลอด รู้อยู่แล้วว่าจังหวัดไหนใครเป็นอย่างไร ดังนั้น นักเลง ผู้มีอิทธิพล ขอให้เบาๆ กันหน่อย จะมาทำตัวเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ ให้นักเลงผู้มีอิทธิพลไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ดีกว่า
มท.1 ชี้รัฐบาลอาจไม่เก่งแต่ไม่โกง
เวลา 09.00 น. ที่สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรท้องถิ่นสุจริตโปร่งใส และปาฐกถาในหัวข้อท้องถิ่นสุจริตโปร่งใส ตอนหนึ่งว่า การปกครองในพื้นที่ต่างๆ ต้องมี 2 ส่วนประกอบคือ ความดีและความเก่ง ที่อยากให้คงไว้คือความดี เพราะท้องถิ่นมีกลไกและโครงสร้างบุคลากรที่ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ทำงานคนเดียว แต่ก็ยังต้องเก่ง รัฐบาลชุดนี้อาจจะไม่เก่ง แต่ยืนยันว่าไม่โกง ที่ผ่านมาการบริหารบ้านเมืองเป็นอย่างไร พวกท่านทราบดี อยู่ที่ว่าจะกล้าพูดออกมาหรือไม่ ว่าประชาธิปไตยโสมมแค่ไหน ตนไม่ได้บอกว่าปฏิวัติดีหรือไม่ดี แต่หากเป็นประชาธิปไตยแล้วแตกแยก ตีกัน ก็ไม่ได้ ไม่มีประเทศไหนทำกัน หากปล่อยไปก็จะกลายเป็นสงครามกลางเมือง จึงเป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่ต้องช่วยกันดูแล ปลุกเร้าให้เป็นคนดี คนเก่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลจะปฏิรูปท้องถิ่นควบคู่ไปกับการกระจายอำนาจ ภายใต้กฎระเบียบให้เกิดความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ซึ่งตนจะลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับท้องถิ่นและประชาชน คาดว่ากำหนดลงพื้นที่สัปดาห์หน้า
ตั้งรักษาการเลขาฯสภาฯคนใหม่
เย็นวันเดียวกัน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงนามในคำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ 150/2558 เรื่องแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุเพื่อให้การบริหารราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงให้ยกเลิกคำสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ 144/2558 เรื่องแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 19 ต.ค.2558 และอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ.2554 ประกอบข้อ 5 วรรคหนึ่ง ของระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการรักษาราชการแทนและการปฏิบัติราชการแทน พ.ศ.2554 และมาตรา 6 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แต่งตั้งนางสายทิพย์ เชาวลิตถวิล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค. 2558 เป็นต้นไป