คือ การไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นมาที่หลอดอาหาร ซึ่งทำให้เกิดอาการแสบร้อนในทรวงอก เรอเปรี้ยว ขย้อนอาหารและจุกแน่นถึงคอ นอกจากนั้นทำให้เกิดอาการเสียงแหบ ไอเรื้อรัง ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ลิ้นเป็นฝ้า ฟันผุ มีกลิ่นปาก หลอดลมอักเสบ หอบหืดหรือปอดอักเสบ
นอกจากนี้กรดไหลย้อนยังทำให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ถ้าเป็นนานๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดอาหารตีบ เลือดออกจากการอักเสบหรือแผลในหลอดอาหาร และมีความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหาร (Barrett’s esophagus) และมะเร็งหลอดอาหาร
ปกติคนเรามีกรดไหลย้อนเป็นครั้งคราวตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ส่วนน้อยที่จะทำให้เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ หรือเรื้อรังจนกระทบคุณภาพชีวิต รวมถึงปัญหาจากการที่มีอาการในเวลากลางคืน ทำให้นอนไม่หลับมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนมีดังนี้
1.ความผิดปกติบริเวณรอยต่อของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ซึ่งปกติจะมีหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคอยเปิดและปิด เพื่อป้องกันกรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร แต่เมื่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างหลวมจึงทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้
นอกจากนี้กรดไหลย้อนยังทำให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ถ้าเป็นนานๆ โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดอาหารตีบ เลือดออกจากการอักเสบหรือแผลในหลอดอาหาร และมีความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหาร (Barrett’s esophagus) และมะเร็งหลอดอาหาร
ปกติคนเรามีกรดไหลย้อนเป็นครั้งคราวตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ส่วนน้อยที่จะทำให้เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อน ซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ หรือเรื้อรังจนกระทบคุณภาพชีวิต รวมถึงปัญหาจากการที่มีอาการในเวลากลางคืน ทำให้นอนไม่หลับมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนมีดังนี้
1.ความผิดปกติบริเวณรอยต่อของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ซึ่งปกติจะมีหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคอยเปิดและปิด เพื่อป้องกันกรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร แต่เมื่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างหลวมจึงทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้
2.แรงดันในกระเพาะอาหารสูงจากการที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติหรือมีภาวะอ้วน หรือจากการที่ใส่เสื้อผ้ารัดแน่น
3.พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่นการรับประทานอาหารจำนวนมาก หรืออาหารที่ย่อยยากเช่น อาหารไขมันสูงโดยเฉพาะอาหารมือเย็น หรือการรับประทานอาหารแล้วนอนทันทีก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคได้
การวินิจฉัย โรคกรดไหลย้อน
1.การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนบน
การวินิจฉัย โรคกรดไหลย้อน
1.การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนบน
2.การตรวจวัดกรด-ด่างในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมง โดยการติดแคปซูล/ใส่สายวัดกรด-ด่างในหลอดอาหาร
3.การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหารและหูรูดของหลอดอาหาร
การรักษา
1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
2.การรักษาด้วยยาลดกรด และ/หรือยาเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหาร
3.การผ่าตัด
10 หนทางป้องกันการเกิดกรดไหลย้อน
1.ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติ หรือภาวะอ้วน
2.ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังต่อไปนี้
-อาหารที่มีไขมันสูง
-อาหารรสจัด
-อาหารที่มีกรดสูง เช่น น้ำมะเขือเทศ,ส้ม,มะนาว, เป็นต้น
-ช็อกโกแลต
-หัวหอม
-ชา กาแฟ
-โซดา, สุรา
3.ลดปริมาณอาหารให้มีขนาดน้อยลง / ลดอาหารโดยเฉพาะมื้อเย็น
4.ไม่นอนหลังรับประทานอาหารทันทีควรเว้นอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมง
5.นอนศีรษะสูง โดยปรับ หัวเตียงสูงประมาณ 30 องศา หรือ 6-8 นิ้ว
6.ทบทวนรายการยาที่ส่งผลทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนดังต่อไปนี้
-ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID)
-ยาลดความดัน
-ยารักษาหอบหืด
-ยารักษาโรคกระดูกพรุน
-โพแทสเซียม
-ยานอนหลับ
-ยาเสริมธาตุเหล็ก
-ยาปฏิชีวนะบางชนิด
7.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
8.หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
9.ไม่ส่วมเสื้อผ้าที่รัดหรือคับเกินไปเนื่องจากจะทำให้แรงดันในช่องท้องสูงขึ้น อาหารและกรดจะถูกดันให้ย้อนขึ้นมา
10.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดภาวะเครียดและรีบเร่ง
ขอขอบคุณเนื้อหาจากศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ ที่มา :
-------------------------------------
www.bangkokhospital.com