วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บทบรรณาธิการ
ทุกครั้งที่คดีฆ่าข่มขืนเกิดขึ้น กระแสสังคมมักโกรธแค้น และเรียกร้องให้ลงโทษผู้ก่อเหตุด้วยการประหารชีวิตให้ตายตกไปตามกัน
แต่เมื่ออีกฝ่ายยกเหตุผลมาคัดค้าน ไม่เห็นชอบด้วย ก็จะเกิดการวิวาทะจนบานปลาย กลายเป็นว่าผู้คิดเห็นแตกต่างสนับสนุนผู้ก่อเหตุ บางครั้งถึงกับแช่งชักให้เกิดขึ้นกับผู้ที่เห็น ต่างไปเสียเลย
อย่างไรก็ตาม การลงโทษคือการแก้ไขที่ปลายเหตุ แต่การป้องกันนั้นมีความจำเป็นมากกว่า เช่น การกระตุ้นจิตสำนึกไม่มองผู้หญิงเป็นที่ตอบสนองเรื่องเพศ เคารพความเป็นมนุษย์ เคารพสิทธิ และความเท่าเทียมระหว่างเพศ
สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นภูมิคุ้มกันได้ แต่แรก
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 แก้ไขพ.ศ. 2550 กำหนดโทษว่าผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท
การกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง หมายความว่าการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำฯ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง หรือกระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต
นอกจากนี้ ยังมีบทลงโทษกรณีความผิดระหว่างคู่สมรสด้วย
จริงอยู่ ความผิดเกี่ยวกับเพศ แม้ไม่ได้มี บทกำหนดโทษถึงประหารชีวิต สูงสุดคือ จำคุกตลอดชีวิต
แต่ถ้าหากมีความผิดต่อชีวิตเกิดขึ้น ก็จะมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
ถือเป็นกฎหมายเอาผิดอีกชั้น เมื่อเกิดคดีข่มขืนแล้วฆ่ามีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตอยู่ดี
บทลงโทษอันเด็ดขาดทางกฎหมายนั้นมีอยู่แล้ว มาตรการที่ต้องมุ่งมั่นคือการป้องกัน