วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 เวลา 00:52 น.
มีความเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล และคสช. ต่อการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ต่ออายุและคุ้มครองบุคคล-คณะบุคคล ที่บริหารจัดการข้าวในสต๊อกและดำเนินการหาผู้รับผิดชอบ
แม้รัฐบาลชี้แจงว่ามาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยการระบายข้าวเร็วขึ้น และปกป้องเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ทำตามหน้าที่อย่างสุจริต
แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงถึงการใช้อำนาจที่ถือเป็นที่สุด ที่นำมาใช้กับการสอบสวนคดีความ

เอกชัย ไชยนุวัติ
นักวิชาการด้านนิติศาสตร์
กรณีใช้มาตรา 44 เพื่อคุ้มครองบุคคลและคณะบุคคลคดีจำนำข้าว มองว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 คุ้มครองผู้ที่รับผิดชอบ การสอบสวนความผิดปกติ หรือทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา
เนื่องจากถ้าอ่านประกาศ คสช. ฉบับนี้จะต้องมี 2 เงื่อนไขที่สำคัญ คือ 1. เจ้าหน้าที่นั้นต้องมีอำนาจหน้าที่
และ 2.ต้องทำโดยสุจริต ดังนั้น แม้จะไม่ใช้มาตรา 44 เจ้าหน้าที่ก็พ้นความรับผิดชอบอยู่ดี เพราะเป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมาย
เพียงแต่การประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อให้พ้นจากการตรวจสอบจากองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น ในทางกฎหมายจึงไม่จำเป็นต้องใช้
ส่วนทางการเมืองนั้นคำสั่งฉบับนี้ทำให้ทัศนคติของคนไทยโดยทั่วไป เกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อการดำเนินการสอบสวนโครงการจำนำข้าว มาตรา 44 ที่ใช้นี้ทำให้เกิดความสงสัย
ส่วนสาเหตุที่มีการหยิบยกมาตรา 44 มาใช้กับคดีโครงการจำนำข้าวนั้นไม่ทราบว่ามาจากสาเหตุใด แต่คุณสมบัติพิเศษของมาตรา 44 คือความเป็นที่สุด หมายความว่าในทางกฎหมายไม่มีผู้ใดจะไปโต้แย้งประกาศนี้ได้
ในส่วนของความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรา 44 ต่อกรณีดังกล่าว มองว่าคดีโครงการรับจำนำข้าวเป็นการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมาย ที่มีผู้กล่าวหา ประเด็นที่กล่าวหา ผู้โต้แย้งสิทธิ
และองค์การภายนอกซึ่งสำคัญมาก ที่ต้องตรวจสอบข้อพิพาทนี้โดยยุติธรรมและต้องใช้กฎหมายเท่านั้นในการตัดสินข้อพิพาท ซึ่งมาตรา 44 ทำให้ข้อสุดท้ายนี้หายไป
ทั้งนี้ เชื่อว่าคนทั่วไปคงมีข้อสงสัยว่าทำไมต้องใช้มาตรา 44 กับกรณีนี้ ในเมื่อเป็นคดีที่อยู่ในศาลแล้ว
จึงน่าเป็นห่วงเรื่องความไว้วางใจ ของประชาชนต่อผู้มีอำนาจ

สมบัติ บุญงามอนงค์
บ.ก.ลายจุด
บ.ก.ลายจุด
มองได้ 2 แง่มุม แง่แรกการออกมาตรการนี้อาจ เกิดปัญหาในกระบวนการทำงานของทางรัฐบาล เจ้าหน้าที่อาจไม่ยอมปฏิบัติตามเนื่องจากกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องกลับหากไปจบที่ศาลชี้ว่าไม่ผิด
เพราะกรณีนี้นับว่าแปลกประหลาด สุ่มเสี่ยงจะถูกฟ้องกลับได้สูง รัฐบาลจึงต้องหามาตรการเพื่อคุ้มครองป้องกันให้ผู้ปฏิบัติงานไม่มีความกังวลที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ส่วนอีกแง่หนึ่งมองว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาทางหลักนิติธรรม อะไรที่รัฐบาลดำเนินการแล้วถูกก็จะมีความชอบธรรม แต่สำหรับกรณีนี้เหมือนชกอยู่ฝ่ายเดียว การใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งรอบนี้ทำให้ 2 ฝั่ง ยืนอยู่บนคนละกติกา
การใช้ ม.44 โดยอ้างว่าเป็นกฎหมายโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ แล้วไปทำลายกฎหมายตามกระบวนการยุติธรรม ประโยคที่ว่า “ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย” จะไร้ความศักดิ์สิทธิ์และกลายเป็นเรื่องตลกเพราะมันทำลายหลักการ
เช่น ใช้อำนาจพิเศษนี้เพื่อทำให้โครงการรัฐที่ดำเนินอยู่ไม่ต้องสำรวจผลกระทบทาง สิ่งแวดล้อม ทั้งที่กฎหมายบังคับเอาไว้ แต่กรณีจำนำข้าวจะกลายเป็นปัญหามากกว่า
อีกความรู้สึกเหมือนว่าคดีจำนำข้าวที่รัฐบาลกำลังผลักดันการฟ้องร้องอยู่เกิดมีความไม่มั่นใจ เหมือนรัฐบาลเองก็รับรู้อยู่แล้วว่าฟ้องไปก็จะแพ้ จึงต้องออกคำสั่งคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน
ผลจากการฟ้องร้องนี้น่าจะมีประโยชน์เพียงการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเท่านั้น เพราะในทางกฎหมาย หากคดีนี้ถูกชี้ว่าผิดก็จะยิ่งกลายเป็นบรรทัดฐานที่จะเป็นปัญหาในอนาคต เช่น หากใครบอกว่าการบินไทยทำให้เกิดความเสียหายปีละ 50,000 ล้านบาท ก็สามารถไปฟ้องรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ เพราะความผิดทางกฎหมายต้องชี้ชัดว่าผิดตรงไหนอย่างไร
ไม่เพียงเท่านี้ หากพิจารณาโครงการรัฐแต่ละอย่างจะพบว่าแทบจะไม่มีโครงการใดที่ไม่เกิดความเสียหาย หมายความว่าเราฟ้องทุกโครงการของรัฐบาลได้หรือไม่
เชื่อว่ากรณีนี้จะส่งผลให้มีแรงกระเพื่อม เพราะปฏิกิริยาจากฝ่ายการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยชัดเจนว่าไม่พอใจ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะบานปลายหรือไม่

สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
อดีตกรรมการป.ป.ช.
คำสั่งตามมาตรา 44 เป็นมาตราที่ให้อำนาจไว้กับคนคนเดียว ที่สามารถมีคำสั่งในทางใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นทางบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ หมายความว่าอะไรที่เป็นความผิดก็สามารถสั่งให้ไม่ผิดได้
ถ้าดูตามกฎหมายก็ต้องบอกว่ามาตรานี้ขัดต่อหลักนิติธรรม นักกฎหมายทั่วไปก็คงไม่อยากให้ใช้ไม่ว่าในกรณีใด แต่เข้าใจว่าในสถานการณ์ บ้านเมืองที่ไม่ปกติ ผู้มีอำนาจย่อมต้องการมีเครื่องมือที่ใช้บริหารจัดการประเทศ
แต่สิ่งที่บรรดานักกฎหมายเคยเตือนมาตลอดว่าการใช้อำนาจตามมาตรานี้ควรใช้เฉพาะกรณีจำเป็นจริงๆ อย่านำมาใช้บ่อย โดยเฉพาะการไปแทรกแซงอำนาจตุลาการในกระบวนการยุติธรรม เพราะอาจจะกลายมาเป็นสิ่งที่ทำจนเป็นบรรทัดฐานได้
ซึ่งตามหลักกระบวนการยุติธรรมทั่วไปที่เคยมีมา หากมีการตรวจสอบในเรื่องใดแล้วพบว่าไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวหา ผู้เสียหายหรือจำเลยย่อมมีสิทธิ์จะฟ้องร้อง
การป้องกันการฟ้องกลับเช่นนี้เหมือนกับเป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง เพราะไปปิดกั้นโอกาสผู้เสียหายไม่ให้มีหนทางเรียกร้องสิทธิ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องระมัดระวังว่าจะไปกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในกระบวน การยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าคำสั่งนี้จะอยู่ต่อไปหรือไม่ แต่ฝ่ายที่มีอำนาจพิจารณาว่าอาจเป็นการขัดต่อกระบวนการยุติธรรมก็คือศาล แต่อยู่ที่ว่าจะมีใครทำหรือไม่
ส่วนเหตุการณ์ลักษณะนี้จะมีนัยยะอะไรหรือไม่นั้น ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ภาษากฎหมายจะมีคำพูดในทำนองว่ากรรมย่อมเป็นเครื่องชี้เจตนา